Page 30 - งานนำเสนอ PowerPoint
P. 30

คือ คนไทยกลุ่มหนึ่งที่มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ที่เมืองแสก ปัจจุบันเป็น
                                                           เมืองร้าง อยู่บริเวณบ้านหนาดบ้านตอง ในแขวงค าม่วนของดินแดนลาว

                                                           และอยู่ห่างจากชายแดนเวียดนามประมาณ 20 กิโลเมตร(จากเอกสาร ร.5
                                                           ม,212 ก.หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)เมืองแสกเคยอยู่ในพระราชอาณาจักร
                                                           ไทย ก่อน ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) เป็นภาษาไทยลาว ปนญวน เพราะว่าอยู่
                                                           ใกล้ชิดติดกับเขตแดนญวนและมีขนบธรรมเนียมของญวน (เวียดนามปะปน
                                                           อยู่ด้วยเช่น ตรุษแสกหรือตรุษญวน (กินเตดหรือ กินเตนเคน) ในวันขึ้น 1
                                                           ค่ าเดือน 3 เพื่อบวงสรวงดวงวิญญาณของ เจ้าองค์มู (องค์มู –เป็นชื่อใน
                                                           ภาษาญวน) ซึ่งชาวแสกถือว่าเป็นบรรพบุรุษที่ช่วยคุ้มครองรักษาชาวแสกให้
                                                           ปราศจากภยันตรายทั้งปวงชาว แสกเคยมี ประวัติว่าเป็นนักรบที่ห้าวหาญ

              ค าว่า กะเลิง มาจากค าว่า ข่าเลิง หมายถึง ข่าพวก  ในสมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าพระยาบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี) แม่ทัพไทยซึ่งยก
       หนึ่งในตระกูลมอญเขมร ข่า กะโซ่และกะเลิง อยู่ในตระกูล  ทัพไปปราบปรามเจ้าอนุวงษ์เวียงจันทน์ และไปตั้งทัพอยู่ที่เมืองนคร ได้
       เดียวกัน ภาษาพูดอยู่ในตระกูล ออสโตรอาเซียติค ถิ่นก าเนิด  แต่งตั้งให้ ฆานบุดดี หัวหน้าชาวแสกเป็น หัวหน้ากองอาทมาตเป็นกองลาด
       ของชาวกะเลิงอยู่ในแขวงค าม่วน และแขวงสุวรรณเขต ของ  ตะเวนรักษาชายแดนพระราชอาณาเขตซึ่งติดกับเขตแดนญวน ต่อมาได้
       ลาว อพยพข้ามโขงมาอยู่ทางฝั่งขวาแม่น้ าโขงในสมัยรัชกาลที่   อพยพชาวแสกให้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ในเขตเมืองนครพนม เมืองสกลนคร
       3 หลังจากการปราบกบฏเจ้าอนุวงษ์เวียงจันทน์แล้ว ส่วนใหญ่  และเมืองมุกดาหารทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ฆานบุดดีเป็น หลวงตา
       จะอยู่ในท้องที่จังหวัดสกลนคร นครพนม และจังหวัด      เอกอาษา เจ้าเมืองอาทมาตขึ้นเมืองนครพนม เมื่อ พ.ศ. 2387 ในสมัย

       มุกดาหารในอดีตผู้ชายกะเลิง ชอบสักรูปนกแก้วที่แก้ม และ  รัชกาลที่ 3 (จากเอกสาร ร.3 จ.ศ. 1206 เลขที่ 58 หอสมุดแห่งชาติ)ไทย
       ปล่อยผมยาวประบ่า ส่วนผู้หญิงเกล้ามวยผม ปัจจุบันผู้ชาย  แสกได้กระจัดกระจายอยู่ในท้องที่ เมืองสกลนคร นครพนม และมุกดาหาร
       กะเลิง ที่สักขาลายตั้งแต่ข้อเท้า ขึ้นไปถึงบั้นเอว ยังมี  ผู้หญิงแสกนิยมการแต่งกายที่แปลกกว่าที่ชาวอีสานทั่วไป คือ นุ่งผ้าซิ่นสอง
       หลงเหลืออยู่บ้างในท้องที่อ าเภอดอนตาล เช่น ที่ต าบลนาสะ  ชั้นและปล่อยให้ผ้าซิ่นชั้นในแลบออกมา เป็นเอกลักษณ์ของผู้หญิงชาวแสก
       เม็ง และในท้องที่อ าเภอค าชะอี ที่ต าบลบ้านซ่ง บางหมู่บ้าน  ศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวแสก คือ แสกเต้นสาก หรือ ร าลาวกระทบไม้
       ต าบลเหล่าสร้างถ่อบางหมู่บ้าน และที่บ้านโนนสังข์ บ้านนา  แม้ในปัจจุบันก็ยังนิยมเล่นกันอยู่ในเทศกาลเดือน 3 (ตรุษแสก) ทุกปี
       หลวง จังหวัดมุกดาหาร ชาวกะเลิงมีผิวกายด าคล้ าผมหยิก  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาด ารงราชานุภาพเสนาบดี
       เช่นเดียวกับพวกข่า และกะโซ่ อยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์   กระทรวงมหาดไทย ทรงเล่าถึงการแสดงแสกเต้นสาก เมื่อ เสด็จตรวจ
       มองโกลอยด์                                          ราชการเมืองนครพนม เมื่อ พ.ศ. 2449 ไว้ว่า “เขาพาพวกผู้หญิงแสกมา
                                                           เล่นให้ฉันดูอย่างหนึ่งเรียกว่า แสกเต้นสาก มีผู้หญิง 10 คู่ นั่งหันหน้าเข้าหา
                                                           กันเรียงเป็นแถว แต่ละคนถือปลายไม้พลองมือละอันทั้งสองข้าง วางไม้
                                                           พลองบนไม้ขอนที่วางทอดไว้ตรงหน้าสองท่อนมีทางอยู่ตรงกลาง เวลาเล่น
                                                           10 คู่ นั้น ขับร้องแล้วเอาไม้พลองที่ถือลงกระทบไม้ขอนพร้อม ๆ กันเป็น
                                                           จังหวะ จังหวะหนึ่ง จังหวะสอง ไม้พลองห่างกัน จังหวะที่สามรวบไม้พลอง
                                                           เข้าชิดกัน มีผู้หญิงสาว 4 คน ผลัดกันเต้นทีละคู่ เต้นตามจังหวะไปใน
                                                           ระหว่างช่องไม้พลองที่คนถือนั้น 10 คู่ ต้องระวังเมื่อถึงจังหวะที่สาม อย่าให้

                                                           ไม้พลองหนีบข้อตีน กระบวนเล่นมีเท่านี้….”
   25   26   27   28   29   30   31   32